กรมพัฒนาที่ดิน ชู “หมอดินราตรี” ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2569 พลิกนาเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง
17 มี.ค. 2569 118
กรมพัฒนาที่ดิน
เผยความสำเร็จของเกษตรกรต้นแบบด้านการจัดการดิน หลัง “นางราตรี บัวพนัส”
หมอดินอาสาประจำตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับการคัดเลือกเป็น “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน”
สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี พ.ศ. 2569
จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนบทบาทผู้นำชุมชนที่ขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืนและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน
เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการสรรหาและยกย่อง
“ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน” เป็นประจำทุกปี
เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลที่มีภูมิปัญญาด้านการเกษตร มีคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ
และประสบการณ์ เป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรไทย โดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสรรหาในสาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย
และสาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนางราตรี บัวพนัส
หมอดินอาสาประจำตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปี
พ.ศ. 2568
ก่อนจะได้รับการคัดเลือกให้เป็น ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ในปีนี้
“หมอดินราตรี” เริ่มต้นทำเกษตรโดยพึ่งพาสารเคมี
แต่ต้องเผชิญปัญหาทั้งด้านสุขภาพ ศัตรูพืช น้ำท่วม ภัยแล้ง และต้นทุนการผลิตที่สูง
จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตสู่การทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง โดยน้อมนำหลัก
“พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการบริหารจัดการดิน น้ำ และพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้
ยังได้นำองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในแปลงเกษตร อาทิ
การวิเคราะห์ดิน การผลิตปุ๋ยหมักด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.1
การผลิตน้ำหมักชีวภาพด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 การใช้ปุ๋ยพืชสดจากปอเทือง
ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ พด.14 ในรูปแบบแห้ง
และการประดิษฐ์เครื่องมือไถกลบตอซังข้าวจากยางรถยนต์เก่า ช่วยลดการเผาในพื้นที่การเกษตร
ลดต้นทุนการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างยั่งยืน
สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่เกษตร ได้แบ่งเป็น 2 ส่วน
ได้แก่ พื้นที่ 42 ไร่ 3 งาน ทำการเกษตรคาร์บอนต่ำ
โดยทำนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง และปลูกพืชหมุนเวียนหลังนา เช่น ปอเทืองและถั่วเขียว
เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและลดการใช้สารเคมี และพื้นที่ 16 ไร่ 1 งาน ทำการเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน
โดยปลูกข้าวและพืชหมุนเวียน ควบคู่กับการปลูกพืชสมุนไพร ผักสวนครัว เลี้ยงปลา
เลี้ยงไก่ และใช้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย ผลจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจากเดิม
800–1,000 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2559 เป็น 1,150–1,250 กิโลกรัมต่อไร่
อีกทั้งยังสร้างรายได้จากกิจกรรมเกษตรผสมผสาน ช่วยลดต้นทุนการผลิต
และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ครัวเรือนและชุมชน
เนื้อหาข่าว: กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักเลขานุการกรม, กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน รูปภาพ: กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักเลขานุการกรม, กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน












